Life

Private pub แถวๆ ที่พัก

แถวที่พัก มี Pub อยู่แห่งหนึ่ง สภาพภายนอกเหมือน Pub เจ๊งคือ เฮ้ย มันเปิดบริการวันไหนวะ มาสามทุ่ม ห้าทุ่ม ก็ไม่เห็นมันจะเปิดเลย

เสร็จแล้วพอวันพุธหรือวันเสาร์นี่แหละ นึกว่าเกิดปรากฏการณ์ผีสั่งหนัง เฮ้ยคนมาจากไหนเยอะแยะเลย พอเปิดไฟ มีคนใน Pub แล้วนึกถึงที่เที่ยวในกรุงเทพเลย

ผมก็ไม่ได้เป็นนักเที่ยวอะไร แต่จากการเลียบๆ เคียงๆ (เพราะต้องเดินผ่านทุกวัน) มันคือโกดังเก่าที่ทำการตกแต่งด้านในให้เหมือน Pub นี่แหละ แต่ผมก็ยังไม่ค่อยแน่ใจวิธีดำเนินธุรกิจของเขาเท่าไร แต่เข้าใจว่าคงเป็นการขอเช่าสถานที่เพื่อจัดปาร์ตี้มากกว่า ส่วนเรื่องค่าเช่าวัสดุอุปกรณ์ภายใน ถ้าเกิดความเสียหายจากความเมา หรือความจำเสื่อมนึกไม่ออกว่าเป็นลูกใคร ไม่รู้ว่าคิดอย่างไร แล้วเมื่อเสร็จงานใครจะเป็นคนจัดการทำความสะอาดในส่วนนี้

มีที่ดีๆ ในกรุงเทพก็น่าทำเหมือนกันนะ ลงทุนก้อนเดียว ไม่ต้อง Maintenance มาก แค่ต้องหาทางสร้างชื่อขึ้นมาให้ได้ ผมว่ากำลังซื้อของกลุ่มนักเที่ยวนี่ก็สูงใช่เล่นนะ

เออแต่แอบสงสัยนิดหนึ่งว่า ถ้าเกิดเจอพวกเล่นยาแล้วตำรวจมา เจ้าของสถานที่จะซวยด้วยไหม?

การถืออัตตา

in

อัตตา มีคนให้ความหมายมันไว้ว่า ร่าง (คงไม่ได้หมายถึงเฉพาะร่างกาย) การถืออัตตาก็คือ การยึดมั่นถือมั่นในร่าง

เราแต่ละคนก็มีการถืออัตตา มากบ้างน้อยบ้าง ถือมากก็อาจจะเห็นแก่ตัวมากหน่อย (ก็ยึดมั่นให้กับตัวเองมากนี่นะ)

บางทีการที่ blame เรื่องของคนอื่นมากเกินไป ก็ถือว่าเป็นถืออัตตาอย่างหนึ่ง (กูไม่เคยผิด) ซึ่งตรงนี้ถ้าไม่รู้สึกตัวก็จะมีปัญหาต่อไปในอนาคต (อาจจะส่งผลเมื่อสุดท้ายเหลือแต่ตัวกูของกู ไม่เหลือคนอื่นแล้ว แล้วแต่ความเชื่อของแต่ละบุคคลว่าจะเชื่อในเรื่องมิตรอย่างไร หรือจะคิดแค่ว่าทุกอย่างที่ผ่านมาเป็นแค่วัตถุใดๆ ก็ได้มั้ง?)

บางทีการพยายามคิด พยายามปล่อยวาง มันก็ช่วยให้อะไรดีขึ้น เราพยายามเข้าใจคนอื่นให้มากขึ้น เงียบปากไปบ้าง อะไรๆ มันก็น่าจะดีขึ้น (มั้ง?)

ปล. Google สอนธรรมะอีกแล้ว ฮาฮา

ปล.2 เทพจริงๆ ต้องนิ่งใช่ไหมนะ? โอเคครับ ผมจะพยายามนิ่งให้มากขึ้น แต่ผมจะไม่เป็นเทพ เพราะผมไม่ได้มีความประสงค์จะเป็นเทพใดๆ ผมก็แค่มีความสุขที่จะเติมอะไรที่มันขาดให้เต็ม

ระบบอัตโนมือในเยอรมันและศิลปะในสถานีรถไฟใต้ดิน

เขียนไว้ที่ UBMTA เรื่องรถเมล์ คราวนี้ไม่ใช่เรื่องรถเมล์ แต่ก็เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกันนั่นคือรถไฟ

อยู่ที่เยอรมันได้นั่งรถไฟเยอะมาก ก็ตามที่เคยเขียนไปคือรถไฟมีหลายประเภท เป็นรถรางประจำเมือง (TRAM), รถไฟของรัฐ (S-Bahn), รถไฟใต้ดิน (U-Bahn), รถไฟระหว่างเมืองอื่นๆ (RB, RE, IC, ICE, อะไรอีกซักอันนึกไม่ออก)

ลองนึกถึงภาพบ้านเราเวลานั่งรถไฟหลายๆ ประเภท เมื่อรถจอดนิ่งที่สถานีจะเกิดอะไรขึ้น? แน่นอนประตูรถทุกบานจะถูกเปิดออก ผู้โดยสารจะลงจะขึ้นก็เดินไป พอแน่ใจว่าไม่มีผู้โดยสารขึ้นลงแล้วประตูก็จะถูกปิด รถก็ออก

แต่ที่นี่เหตุการณ์ไม่ได้เป็นเช่นนั้น เมื่อรถถึงสถานี มันก็จะจอดอยู่อย่างนั้นเลย ถ้าไม่มีคนขึ้นคนลงในช่วงเวลาที่กำหนดมันก็จะออกไปเลย ประตูก็ปิดอย่างนั้น!

อาจจะสงสัยว่า เห้ยประเทศพัฒนาแล้วแบบนี้แค่เปิด-ปิดประตูอัตโนมัติทำไมทำไม่ได้? (ทีในห้างนี่แทบจะเปิดปูพรมอัตโนมัติเชิญเข้าเลย ฮา) เหตุผลมันมีครับ

เราอาจจะคุ้นๆ ภาพว่าสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินของเราอากาศค่อนข้างเย็น แถมมีประตูมากั้นขวางทางก่อนจะลงรถอีก (เปิดไว้ก็เปลืองไฟเครื่องปรับอากาศซิ) แต่ที่นี่อากาศเย็น (โดยไม่ต้องปรับอากาศ) และก็ไม่มีประตูกั้นขวางทางเชื่อมรถไฟด้วย การจะเปิดประตูรถไฟเล่นๆ บ่อยๆ ย่อมไม่ดีแน่ (ลมหนาวมันจะเข้ามาในระบบที่อุ่นๆ ทำให้ระบบต้องทำงาน แล้วคนที่อยู่ข้างในตัวรถคงจะไม่ชอบใจแน่ๆ) ดังนั้นทางออกสำหรับปัญหานี้ที่ดีที่สุดน่าจะเป็นการให้ผู้ใช้กดเปิดประตูเอาเองถ้าต้องการขึ้น-ลงจากรถ

ทีนี้สำหรับผู้มาเยือนเช่นผม ก็จะประสบอาการงงนิดหน่อยเพราะยังยึดติดกับระบบอัตโนมัติของบ้านเรา มาเจออัตโนมือที่นี่ก็ทำอะไรไม่ถูก แถมรถไฟบางรุ่นยังเป็นระบบโยกเปิดประตูอีก (นั่ง Bahn อื่นๆ มันก็กดปุ่มอย่างเดียวนี่ มาเจอรถเก่าก่อนที่จะเป็นระบบกดปุ่มก็งงอีก) ไปไม่เป็นเลย

แต่จากการไปนั่งรถไฟใต้ดินในเมืองใหญ่หลายๆ เมือง ทำให้เห็นว่า เอ้อสถานีรถไฟใต้ดินนี่มันก็แนวใช่เล่นเลย คนที่นี่เขามีศิลปะดีนะ (ไม่ได้พูดถึง Graffiti ที่พบเห็นได้ทั่วไป แต่กล่าวถึงเอกลักษณ์ของสถานี) ลวดลายบนกำแพงบริเวณที่เราจะยืนมองออกไปรอรถไฟฟ้าแต่ละสถานีก็มีเอกลักษณ์ของตัวเอง (อันนี้เข้าใจว่าทุกผู้ให้บริการคงต้องทำ เพื่อให้ผู้โดยสารไม่หลงสถานี เป็น Visual Guide ที่ดี) แต่ก็ต้องบอกว่าที่เห็นในบ้านเรานี่เด็กๆ มาก ที่นี่เขาอลังการกว่า และชั้นโดยสารของที่นี่เพดานกินถึงระดับของชั้นจำหน่ายตั๋วด้วย (นึกถึงสถานีลุมพินี) ซึ่งเมื่อผสมกับศิลปะบนกำแพงแล้วก็พบว่ามันเป็นงานศิลปะชิ้นใหญ่เลย (ไม่ได้ถ่ายรูปมานะ ไว้กลับไปเมืองใหญ่ๆ บางแห่งจะถ่ายมา)

เงินหมด, กลับบ้าน!

in

การมาอยู่ในต่างแดน ใช้เงินค่อนข้างเยอะ ไหนจะค่ากิน, ค่าอยู่, ค่าประกัน, ค่าเนต, ค่าโทรศัพท์

สรุปเลยแล้วกัน ผมคาดว่าเงินผมจะหมดก่อนถึงช่วงเวลารับทุน ดังนั้น เงินผมหมดเมื่อไร และไม่มีงานทำ (คือไม่มีแหล่งรายได้เพิ่ม) ผมคงต้องหอบของกลับบ้านเป็นการชั่วคราว

แต่ก็ดีเหมือนกัน มีอะไรหลายๆ อย่างที่ควรจะกลับไปสะสางก่อน ไม่ว่าจะทำฟัน, ตัดผม, สอนพ่อแม่ให้ใช้คอมเป็น, หารายได้เพิ่มเติม, กินอะไรที่ควรจะกิน ฯลฯ

Syndicate content